.
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
 

Title :: ดวงใจ จอมราชันย์

Status :: Long Fiction.. HBD for Wooyoung [2011.04.30]

Author :: kumameaw

Fandom :: 2PM

Paring :: Nichkhun x Jang Wooyoung

Gente :: Dark Romance

Rate :: PG – 13

Theme song :: หากรู้สักนิด – โย่ง อาร์มแชร์


Note :: ม่ะ..มาแล้ว อย่าด่าเรา เราไม่มีเวลา TTATT

 

 

 


ดวงใจ จอมราชันย์ 

ภาคปฐมบท  

ตอน  องค์ประกันแห่งธารดารา  ๑๔

 

 

 

 

ท่านอ๋องน้อยแห่งอาทิติยาทอดยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องบรรทมในวังบูรพา มองไปยังลานกว้างสุดลูกหูลูกตาที่ปลายเส้นขอบฟ้านั่นจะมีพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า และคืนนี้ เขากับนิชคุณจะต้องออกไปรับความโหดร้ายของธรรมชาติในฤดูหนาวพร้อมกับความงดงามของหิมะแรกของปี

 

สองมือกุมเข้าหากันแน่นจนสั่นร้าวไปทั้งแขน ริมฝีปากล่างถูกขบกัดเอาไว้ไม่ให้ฟันกระทบกัน อูยองไม่ได้หนาวแต่อย่างใด ตอนนี้เขาอยู่ในห้องบรรทมที่ขุดอุโมงค์ไว้สำหรับทำเตาผิงอยู่ใต้ดินและมีลูกศิษย์ของท่านอาจารย์แทมุนคอยเติมฝืนมิได้ขาด แต่เขากำลังหวั่นใจและหวาดกลัวกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง เขาจะทำได้หรือไม่ อูยองร่างกายมิได้แข็งแรงกำยำดุจชายชาตรีคนอื่นๆเพราะเขาไม่ได้ถูกสอนให้ฝึกฝนหรือออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก ถ้าเขาทนไม่ได้ ไม่เพียงจะทำลายความหวังของตนเอง แต่เขาจะทำลายความตั้งใจของนิชคุณด้วย

 

 

 

“ท่านแม่เจ้าขา หากข้าไม่สามารถทนนั่งท่ามกลางหิมะจนเห็นแสงแรกของตอนเช้าได้ ข้าจักทำอย่างไรดี”

 

 

ร่างน้อยพึมพำเบาๆด้วยร่างกายที่ยังสั่นสะท้าน

 

 

มินจีเคยเล่าว่าหากคู่รักคู่ไหนทำสำเร็จก็จะครองรักกันตลอดไป มีบางคู่ที่ทนความหนาวเหน็บไม่ได้ก็กลับไปก่อนก็มี และมีบางคู่ที่ฝืนทนจนแข็งตายอยู่ด้านนอกนั้นก็มี แล้วคู่ของอูยองเล่าจะเป็นเช่นไร

 

 

 

“คิดอะไรอยู่หรือท่านอ๋องน้อย”

 

“ท่านอาจารย์ฮง”

 

 

 

อูยองก้มหัวคำนับอาจารย์ของนิชคุณและพี่ชายของตนอย่างนอบน้อม ก่อนจะสอดส่ายสายตามองหาใครอีกคนที่บอกเขาว่าจะต้องว่าราชการที่ห้องโถงของตำหนักบูรพาเนื่องจากมีงานเร่งด่วนจากเมืองหลวง

 

 

 

“นิชคุณยังว่าราชการไม่เสร็จ ก็เล่นหอบองค์ประกันหนีงานมาจากเมืองหลวงนี่นะ”

 

“เอ่อ..ข้า...”  อูยองอยากจะบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนรบเร้าให้นิชคุณพาออกมาเสียหน่อย เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ มารู้อีกทีก็ใกล้วันเดินทางและนิชคุณเองก็ตระเตรียมทุกอย่างไว้แล้วเรียบร้อย

 

“เขาเป็นห่วงเจ้า เกรงว่าท่านอ๋องน้อยจะเหงา เลยให้ข้ามาคุยเป็นเพื่อนเล่นเจ้า”

 

“ขอรับ”

 

“คนอื่นๆเขาไปเตรียมพลับพลาให้เจ้าด้านนอก พลับพลาของกษัตริย์จะมีเพียงที่นั่งและที่พำนักเท่านั้น จะไม่มีหลังคาบังหิมะ ไม่มีม่านหรือกำแพงคอยบังลม มีเพียงผ้าห่มขนสัตว์ให้พวกเจ้าสองคนห่มคลายหนาวเท่านั้น ท่านอ๋องน้อยและฝ่าบาทนิชคุณจักต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บกันเพียงลำพัง”

 

“ข้าทราบขอรับ ข้า..”

 

“ในเมื่อนิชคุณต้องการพิสูจน์คำว่า ‘ตลอดไป’ ตามตำนาน และเจ้าก็มิได้ขัด ข้าก็ขอเอาใจช่วยพวกเจ้าทั้งสองคน”

 

“ขอบคุณขอรับ”

 

“ท่านอ๋องน้อย นี่เป็นเพียงอุปสรรคบทหนึ่งของความรักเท่านั้น บทนี้ธรรมชาติเป็นผู้พิสูจน์ ยังมีอุปสรรคอีกหลายบทที่พวกเจ้าต้องร่วมกันฝ่าฟัน นิชคุณเป็นลูกศิษย์ที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้า หากต้องการสิ่งใดแล้ว เขาจักทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา”

 

“..........”  เรื่องนี้อูยองพอทราบมาแล้วบ้างกับตนเอง

 

“เจ้ายังต้องศึกษาอุปนิสัยใจคอด้านอื่นของฝ่าบาทนิชคุณอีกมาก”

 

“ขอบคุณท่านอาจารย์ฮงที่แนะนำขอรับ”

 

“เจ้าต้องการออกไปเดินชมส่วนอื่นๆของวังบูรพากับข้าหรือไม่”

 

“ไปขอรับ อยู่แต่ในห้องข้าเบื่อจะแย่”

 

“ฮ่าๆๆ คิดแล้วเชียวว่าเด็กน้อยแสนซนอย่างเจ้าจักต้องอยากออกไปนอกห้องนี้”

 

“ข้าหาใช่เด็กน้อยนะขอรับ ข้าอายุ ๒๒ แล้ว”

 

 

 

ท่านอ๋องน้อยอูยองแอบค้อนด้วยใบหน้างอง้ำ เหตุใดทุกคนจึงเรียกเขาว่าเด็กน้อยกันหมดนะ ทั้งๆที่อูยองก็อายุเลยยี่สิบมาแล้วแท้ๆ

 

ท่านอาจารย์ฮงแทมุนเดินหัวเราะนำหน้าจางอูยองออกไปรอด้านนอก ร่างน้อยกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ให้แน่นขึ้นก่อนจะวิ่งตามออกไป

 

 

 

 

 

สถานที่ที่อาจารย์ฮงแทมุนพาอูยองมาเดินชมคือโรงฝึกฝนการต่อสู้ ที่ที่อาจารย์ฮงบอกว่า พี่ชายของเขาและนิชคุณต้องมาขลุกอยู่ในนี้ถึงสามปี

 

อ๋องน้อยอูยองพยายามนึกย้อนไปวัยเด็ก มีครั้งหนึ่งที่ท่านพี่แทคยอนหายหน้าไป ท่านพ่อบอกแก่อูยองว่า ท่านพี่แทคยอนต้องไปโรงเรียนอีกไม่นานก็จะกลับมาหาอูยอง และพอท่านพี่กลับอาทิติยา ท่านพี่แทคยอนก็เปลี่ยนไป รูปร่างใหญ่โต ไม่ผอมเก้งก้าง ไม่อ้วนท้วนเหมือนอูยอง ที่แท้ ท่านพี่แทคยอนก็มาฝึกฝนการต่อสู้ทุกแขนง ณ ที่แห่งนี้นี่เอง

 

 

 

“ข้าเองก็อยากจะต่อสู้ให้เก่งเยี่ยงท่านพี่แทคยอนของข้าบ้าง แต่ท่านพ่อและท่านแม่ก็ไม่เคยอนุญาตให้ข้าได้จับอาวุธแบบจริงๆจังๆเสียที”

 

“อย่างเจ้าน่ะหรือจะจับอาวุธ? หุ่นอรชรดุจสตรีเพศเยี่ยงเจ้า แค่ยกคันสรขึ้นมาจากแท่นวางยังไม่ได้เลย”

 

“ข้าทำได้นะขอรับ ท่านอาจารย์อย่าได้ดูถูกข้า!” อ๋องน้อยอูยองรีบแย้งทันที ใบหน้าขาวแดงก่ำเพราะหงุดหงิดที่ถูกหยามเข้าให้

 

“เช่นนั้น เจ้าลองไปหยิบคันสรนั้นดูสิ” อาจารย์ฮงโบ๊ยหน้าไปทางคันสรไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้จริงในสนามรบ มันถูกวางไว้ที่แท่นวางเพื่อให้ลูกศิษย์ที่มาร่ำเรียนได้ลองใช้มัน

 

 

 

ท่านอ๋องน้อยแห่งอาทิติยาเดินดุ่มๆไปยังแท่นวางคันสรไม้ ก่อนจะคว้าเข้าที่ด้ามจับที่ถูกพันไว้ด้วยเชือกแล้วออกแรงยกขึ้น ใบหน้าบิดเบี๊ยวเพราะใช้แรงยกจนสุดแรงแต่คันสรไม้กลับขยับเพียงเล็กน้อย

 

จางอูยองสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะออกแรงยกคันสรขึ้นอีกครั้ง ครานี้มันขยับสูงขึ้นจากแท่นวางเพียงหนึ่งนิ้วเท่านั้นอูยองก็จำต้องปล่อยมันลงสู่แท่นวางอีก เหงื่อซึมเต็มใบหน้า อ๋องน้อยอูยองก้มหน้าหายใจหอบ ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาหวังจะยกคันสรไม้ขึ้นอีกครั้งก็เป็นอันต้องตกใจจนร่างชา

 

ดาบสีเงินสะท้อนแดดคมกริบวางพาดมาบนไหล่ของอูยอง ใบมีดอันคมกริบอยู่แนบชิดลำคอ หากเขาขยับตัวเพียงนิด ดาบเงินเล่มนี้คงได้ชิมโลหิตของเขาเป็นแน่

 

 

 

“ท่านอ๋องน้อย ในสนามรบ ไม่มีโอกาสหรือเวลามากพอที่จะให้เจ้าใช้เวลาหยิบอาวุธหรอกนะ ทุกวินาทีในสนามรบชี้เป็นชี้ตายให้เจ้าเสมอ หากเจ้าชักช้าเยี่ยงเมื่อครู่ ศัตรูคงบั่นศีรษะเจ้าขาดกระเด็นแล้วกระมัง”

 

 

 

น้ำเสียงอันเย็นเยียบและน่าเกรงขามดังขึ้นจากด้านหลังของอูยอง ชายผู้จับดาบมาจ่อลำคอของเขามิใช่ใครเลย ท่านอาจารย์ฮงแทมุนนั่นเอง เหตุใดจึงทำให้อูยองตกใจได้ขนาดนี้

 

 

 

“ท่ะ...ท่านอาจารย์..” อ๋องน้อยอูยองเรียกชื่อเจ้าของดาบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ ตั้งแต่เกิดมา จางอูยองยังไม่เคยถูกดาบจ่อลำคอระยะประชิดเลยสักครั้ง ตอนเล่นต่อสู้กับองค์ชายคนอื่นๆในวังหลวงอาทิติยาก็ใช้เพียงดาบไม้ไล่ตีกันเบาๆเพียงเท่านั้น

 

“ท่านอาจารย์แกล้งลูกแมวน้อยของข้าเกินไปแล้ว”

 

 

เสียงทุ่มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมก