.
 
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 
 
พรุ่งนี้หมดเขตโอนเงินแล้วนะคร๊าบบบบบ
 
 
 
.
 
 
.
 
 
 
.
 
 
 

Title :: ดวงใจ จอมราชันย์

Status :: Long Fiction.. HBD for Wooyoung [2011.04.30]

Author :: kumameaw

Beta-Reader :: Shin-Dragon

Fandom :: 2PM

Paring :: Nichkhun x Jang Wooyoung

Gente :: Dark Romance

Rate :: PG – 13

Theme song :: Timeless – Xiah Junsu ft.Jang ri in 

 

 

 

Note :: วันนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก(หรา??) ทุกอย่างในเรื่องนี้คือสิ่งที่เราสมมุติขึ้นนะคะ แต่อูยองน่ารักคือเรื่องจริงที่สุดค่ะ แอร๊ยยยยยย (อวยตล๊อดดดด)

 

 

 

 

ดวงใจ จอมราชันย์ 

ภาคปฐมบทยอดดวงใจ  

ตอน  องค์ประกันแห่งธารดารา  ๒ 

 

 

 

ท่านอ๋องน้อยแห่งอาทิติยาที่เนื้อตัวเปียกมะลอกมะแลกกำลังรีบเดินนำเหล่านางกำนัลมายังตำหนัก เพราะเมื่อมาถึงวังหลวงท่านราชครูจุนซูที่ยืนรออยู่อย่างร้อนใจได้แจ้งว่าองค์ราชาแทคยอนทรงเรียกให้ท่านอ๋องน้อยเข้าเฝ้า และอ๋องน้อยอูยองรู้ดีว่าเรื่องอะไร ท่านราชครูมาดักรอหน้าประตูวังแบบนี้ เขาต้องโดนท่านพี่คาดโทษเป็นแน่ อูยองรู้สึกร้อนรุ่มยิ่งนัก และเหล่านางกำนัลต่างก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะโทษครานี้คงไม่พ้นถูกประหาร อูยองตั้งใจจะกลับไปตำหนักของตนก่อนเพื่อที่จะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เปียกน้ำ อย่างน้อยเขาอาจจะทูลท่านพี่ว่าแค่ไปเล่นนอกวังและไม่ได้เจอเหตุการณ์ร้ายแรงแต่อย่างใด แต่ทว่าทันที่เปิดประตูห้องบรรทมในตำหนัก อ๋องน้อยอูยองก็แทบเข่าทรุดลงตรงนั้น

 

 

“ท่านพี่!”

 

“........”   ร่างกำยำของกษัตริย์หนุ่มแห่งอาทิติยานั่งหน้าเคร่งขรึมอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ของอ๋องน้อยผู้น้อง ทำเอาคนมองต่างขนลุกไปตามๆกัน เหล่านางกำนัลที่ติดตามอ๋องน้อยก้มหัวร้องไห้ตัวสั่นจนหน้าผากติดพื้น

 

“ถวายพระพรท่านพี่”  ถึงกระนั้นอ๋องน้อยอูยองก็ยังประคองสติเอาไว้มั่น แม้แขนขาจะสั่นไปแล้วก็ตาม

 

“ไปเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย แล้วออกมาพบพี่!”

 

“แต่ท่านพี่เจ้าคะ....”

 

“พี่จะนั่งรอน้องตรงนี้”  ถือเป็นประกาศิตเด็ดขาดที่บอกกลายๆว่าอ๋องน้อยแห่งอาทิติยาห้ามขัดคำสั่ง

 

 

กษัตริย์หนุ่มเบือนหน้าไปอีกทางเพียงเพราะไม่อยากสบตาที่รื้นน้ำของอนุชา จนร่างน้อยเดินเข้าห้องแต่งตัวนั่นแหละ ร่างสูงจึงถอนหายใจออกมา

 

มิได้อยากจะต่อว่าให้รังงอน แต่ที่ร้อนรุ่มหัวใจอยู่ตอนนี้คือ ข่าวร้ายที่ต้องแจ้งแก่ยอดดวงใจ

 

 

เมื่อท่านอ๋องน้อยเดินก้มหน้าออกมาจากห้องทรง มือน้อยประสานกันอยู่ช่วงเอวก่อนจะก้มคำนับพระเชษฐาอีกครั้ง แทคยอนโบกมือไล่บรรดานางกำนัลและเหล่าองครักษ์ที่รอรับผิดออกไปจากห้อง

 

 

“พวกเจ้าออกไปเถอะ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทำไปเพราะคำสั่งของท่านอ๋องน้อย”

 

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

 

 

เมื่อคนอื่นออกไปนอกห้องบรรทมแล้ว กษัตริย์หนุ่มเอื้อมมือไปรั้งข้อมือน้อยๆที่สั่นระริกให้ร่างน้อยเข้ามาหาและนั่งลงข้าง มือหนาประคองแก้มนิ่ม เชยขึ้นให้เงยหน้ามาสบตาที่ดุดัน

 

 

“น้องขอโทษที่ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าค่ะ”

 

“น้องเกือบทำพี่เกือบหัวใจวายตายแล้วรู้หรือไม่ ทำไมถึงได้ออกไปนอกวัง แล้วยังไปขี่ม้าแบบนั้น น้องยังขี่ม้าไม่เก่งดี หากเป็นอะไรขึ้นมา พี่จะทำยังไง”

 

“ท่านพี่โปรดลงอาญาน้องเถิดเจ้าค่ะ”

 

แทคยอนส่ายหน้าไปมาและยิ้มให้น้องน้อยอย่างเอ็นดู “ลงอาญาน้อง ก็เหมือนทำร้ายดวงใจตัวพี่เอง”

 

“แต่..”

 

“ลืมเรื่องนี้เสียเถิด พี่มีเรื่องสำคัญกว่านี้นักจะบอกให้น้องรู้”

 

“เรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”

 

 

แทคยอนรั้งร่างน้อยเข้ามาสู่อ้อมกอด จับศรีษะน้องรักซุกลงอกกว้างเพื่อหลบซ่อนแววตาเจ็บปวด ลูบหัวลูบหลังน้องรักเบาๆช้าๆ ก่อนจะกลั้นใจพูดออกมาอย่างทรมาน

 

 

 

“น้องรู้เรื่องการเจริญสัมพันธไมตรีหรือไม่”

 

“รู้เจ้าค่ะ เรื่องการบ้านการเมือง ท่านพี่สอนน้อง น้องจำได้ดี การเจริญสัมพันธไมตรีคือวิธีการอย่างหนึ่งที่เราทำเพื่อผูกมิตรกับเมืองอื่นๆ ทั้งสองเมืองจะเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยจะทำพันธะสัญญาต่อกันด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเจ้าค่ะ..”  อ๋องน้อยอูยองพูดเจื้อยแจ้ว

 

“...........”  แทคยอนนั่งฟังน้องรักอย่างเงียบๆด้วยความร้าวราน

 

“แต่การเจริญสัมพันธไมตรีก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่กษัตริย์แต่ละเมืองทำขึ้นเพื่อลดการเกิดสงคราม ลดความเดือดร้อนในบ้านเมืองที่ตนปกครองอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่การเจริญสัมพันธไมตรีจะทำพันธะสัญญาแบบระยะยาวใช่หรือไม่เจ้าคะ”

 

“ใช่แล้ว”  แทคยอนยิ้มให้กับความเฉลียวฉลาดของน้องน้อย

 

“และสิ่งที่นำมาทำพันธะสัญญาต้องเป็นสิ่งที่สำคัญของบ้านเมืองนั้นมาก แต่ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกัน เพียงแต่สัญญาว่าจะไม่มารุกรานกันและจะช่วยเหลือเวลาเมืองที่มอบของสำคัญให้เดือดร้อน และการเจริญสัมพันธไมตรีที่ดีที่สุด คือการส่งทูตหรือบุคคลสำคัญของเมืองนั้นไปพำนักแห่งเมืองที่มาขอเจริญสัมพันธไมตรีด้วย หากจะพูดง่ายๆก็คือ เมืองนั้นออกกลอุบายแอบอ้างเจริญสัมพันธไมตรีด้วยแต่แท้จริงแล้ว ต้องการนำคนไปเป็นตัวประกันเสียมากกว่า และอีกฝ่ายก็ต้องจำยอมอย่างเสียไม่ได้ เพราะหากมิยอมแล้วไซร้ ก็จะเกิดความบาดหมางใหญ่โต ตามมาด้วยการนองเลือดในสงคราม...ท่านพี่ถามน้องแบบนี้หมายความว่า...”

 

 

อ๋องน้อยผละออกจากอกแกร่งช้อนตามองหน้าผู้เป็นพี่ชาย และนึกไตร่ตรองเรื่องราวที่ตนได้พูดมา บวกกับใบหน้าที่เจ็บปวดของกษัตริย์หนุ่มแล้ว น้ำใสก็ค่อยๆรื้นขึ้นมาคลอดวงตา

 

 

“น้องพี่..”

 

“ท่านพี่เจ้าคะ ท่านพี่จะบอกว่าท่านพี่จะให้น้องเป็นทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีหรือเจ้าคะ!”

 

“ถูกอย่างที่เจ้าว่า”

 

“ท่านพี่! ไม่นะเจ้าคะ..ฮึก..น้องทำอันใดผิด น้องออกไปเที่ยวนอกวัง ท่านพี่โปรดลงทัณฑ์น้องด้วยวิธีอื่นเถิดเจ้าค่ะ ..ฮือ..อย่าได้ทรงขับไล่ไสส่งน้องแบบนี้..ฮึก..น้องทรมานนัก”

 

“พี่ไม่ได้ขับไล่ไสส่งน้อง ฟังพี่นะอูยอง...”

 

“ท่านพี่..ฮือ..”

 

“อูยองฟังพี่ น้องคืออนุชาของกษัตริย์ผู้แข็งแกร่ง เป็นโอรสของท่านพ่อผู้เข้มแข็ง น้องมีเลือดนักสู้ของท่านพ่ออยู่ในกายครึ่งหนึ่งมีเลือดเมตตาอารีของแม่น้องอยู่ครึ่งหนึ่ง น้องจงตั้งสติให้มั่นแล้วฟังเหตุผลของพี่”

 

“ฮ..ฮึก..จ..เจ้าค่ะ”  แม้จะเจ็บปวดเจียนขาดใจตาย แต่อ๋องน้อยก็รับคำ

 

“จันทรานทีหมายใจอยากได้ตัวน้องไปพำนักอยู่ด้วยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี โดยทางจันทรานทีต้องการจะผนวกแผ่นดินเข้ากับอาทิติยาเพื่อไปต่อกรกับธารดาราซึ่งเป็นหนึ่งในแคว้นนี้ หากพี่ไม่ยินยอม จันทรานทีจะต้องเปิดศึกใหญ่กับเรา เพลานี้จะย่างเข้าฤดูหนาว ราษฎรเราทำการเพาะปลูกไม่ได้ หากทำสงครามกัน รังแต่จะให้ไพร่ฟ้าอดอยากและเดือดร้อน ไหนเหล่าทหารที่เราจะเกณฑ์ไปรบอาจจะสิ้นชีวิตในสมรภูมิ..”

 

“พอแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่พอเถิด..ฮึก..น้องเข้าใจแล้ว ..น้องเข้าใจดี” ถูกแล้ว อูยองเข้าใจดีว่าตนเองเป็นใคร

 

“พี่มิได้อยากให้น้องห่างกายแม้แต่น้อย...แต่เรามีสายเลือดกษัตริย์ พี่เป็นเจ้าเมืองอาทิติยา หากคิดถึงแต่ประโยชน์สุขส่วนตน ก็มิสมควรจะปกครองใคร น้องเข้าใจพี่หรือไม่”

 

“เข้าใจเจ้าค่ะ..ฮึก..น้องจะเ